อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชกรรม มหิดล แนะ ควรใช้ยาเพียงเพื่อเป็นตัวช่วยกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของร่างกายเท่านั้น ฝากถึงประชาชนดูแลหัวใจและปอดให้แข็งแรง สถานการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะเป็นวิกฤตที่กำลังทวีความรุนแรงและขยายผลกระทบไปทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผลสูง ทั้งยาสามัญอย่างแอสไพริน และพาราเซตามอล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาปฏิชีวนะ ที่คนทั่วไปมักเรียกว่า ยาฆ่าเชื้อ หรือยาแก้อักเสบ ที่ใช้กันพร่ำเพรื่อ คือใช้ไม่ถูกโรค ไม่ถูกขนาด และใช้ไม่ต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง ซึ่งเป็นธรรมดาของเชื้อที่ยังมีชีวิต เมื่อถูกปราบด้วยยาฆ่าเชื้อก็จะพัฒนาตัวเองต่อสู้กับยา เป็นเหตุให้ขณะนี้เราเผชิญกับปัญหาเชื้อดื้อยาที่ไม่มียาใดสามารถรักษาได้ปัจจุบันประเทศไทยเสียเงินเพื่อซื้อยามากถึง 140,000 ล้านบาทต่อปี และยาที่ใช้มากสุดคือยาปฏิชีวนะ มูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับมีผู้ป่วยจากการติดเชื้อมากถึง 100,000 คนต่อปี ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นถึง 3 ล้านวันต่อปี และมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อถึง 40,000 คนต่อปี ทั้งหมดล้วนเกิดจากใช้ยาไม่เหมาะสม ซึ่งหากประชาชนยังไม่ปรับพฤติกรรมการใช้ยาตั้งแต่วันนี้ จะทำให้อนาคตจะเกิดโรคที่ไม่มียารักษาเพิ่มขึ้น แม้ยาจะเป็น 1 ในปัจจัย 4 แต่ก็เป็นสารสังเคราะห์ที่มีผลกระทบหากใช้ระยะยาว ดังนั้นจึง ควรใช้ยาเพียงเพื่อเป็นตัวช่วยกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของร่างกายเท่านั้น เพราะตัวหลักที่จะช่วยให้ทุกคนรอดพ้นจากโรคร้ายแรงได้ คือ 2 อวัยวะสำคัญในร่างกาย ได้แก่ หัวใจ และปอด ดังนั้น จึงขอแนะนำประชาชนทุกคนดูแลรักษาหัวใจและปอดของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยทำลายหัวใจและปอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูบบุหรี่. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth